รู้เอาไว้!! ทานหม้อไฟกับคนญี่ปุ่นยังไงไม่ให้เสียมารยาท

อากาศที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ถึงแม้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะชอบฤดูร้อนมากกว่าอากาศหนาวๆ เพราะสามารถออกมาทำกิจกรรมสนุกๆกลางแจ้งได้หลากหลาย ไม่ต้องหลบหนาวพึ่งไออุ่นจากฮีตเตอร์ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ใช่ว่าชาวญี่ปุ่นจะไม่มีกิจกรรรมที่ห้ามพลาดที่ต้องทำในช่วงอากาศหนาวนะคะ เพราะเมื่ออากาศเย็นๆเริ่มมาเยือน ก็ถึงช่วงเวลาแห่งการสังสรรค์ทานของร้อนๆแก้หนาวกับเพื่อนหรือครอบครัว โดยหนึ่งเมนูที่พลาดไม่ได้คงจะหนีไม่พ้น การล้อมวงทานหม้อไฟ หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “นาเบะ” (鍋) นั่นเอง สำหรับใครที่หน้าหนาวที่จะถึงนี้อยากจะชวนเพื่อนชาวญี่ปุ่นมาร่วมวงทานนาเบะด้วยกัน หรือมีคนญี่ปุ่นชวนให้ไปทานนาเบะเป็นเพื่อน คราวนี้เราเลยมีคำแนะนำเกี่ยวกับมารยาทในการทานนาเบะบางส่วนมาฝากเพื่อนๆให้ได้อร่อย สนุก กันแบบไม่ต้องงงๆทำตัวไม่ถูกกันนะคะ

ปาร์ตี้หม้อไฟแสนสนุก

ถึงแม้การล้อมวงกันทานหม้อไฟจะเป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิงอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่น แต่การทานอาหารร่วมกันกับคนจำนวนมากก็มีธรรมเนียมและมารยาทที่เราควรต้องรู้เอาไว้ เพื่อให้การทานหม้อไฟร่วมกับชาวญี่ปุ่นเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุดกันนะคะ

อย่าเอาแต่สนใจเรื่องกินจนเกินไป

การทานหม้อไฟ เป็นการทานอาหารร่วมกันอย่างสนุกสนานของคนที่สนิทกัน ทำให้การเมาท์มอยคุยกันคือพอยท์สำคัญของการทานหม้อไฟ ดังนั้นอย่ามองข้ามการคุยกับเพื่อนข้างๆ เอาแต่ตั้งหน้าตั้งแต่กินอย่างเดียวนะคะ ให้ทานแต่พอดี แล้วชวนเพื่อนรอบข้างคุยไปด้วย

ถ้านั่งอยู่ใกล้ๆหม้อไฟก็หยิบเอาของใส่ลงไปด้วย

คนที่เป็นคนปรุงหม้อไฟไม่จำเป็นจะต้องทำหน้าที่เติมเนื้อและผักต่างๆลงในหม้ออยู่คนเดียว คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆกับหม้อ ควรคอยสังเกตว่าของในหม้อเหลือเยอะน้อยแค่ไหน และคอยหยิบเติมเรื่อยๆจะทำให้คุณดูดีขึ้นอีกเป็นกองเลยละ แถมยังไม่ทำให้การทานขาดช่วงอีกต่างหาก

ระวังเรื่องตะเกียบ

การกลับด้านตะเกียบ คือ การกลับเอาตะเกียบฝั่งที่ใช้มือจับไปหยิบอาหารต่างๆใส่จานตัวเองในกรณีที่ไม่มีช้อนกลาง เหมือนว่าจะดูเป็นเรื่องธรรมดานะคะ แต่ที่จริงแล้วนี่คือหนึ่งวิธีการใช้ตะเกียบที่ผิดมารยาทเลยละ หลายคนอาจคิดว่าตะเกียบด้านที่มือเราคีบอยู่นั้นสะอาดเพราะไม่ได้เอาเข้าปาก แต่ที่จริงแล้วเชื้อโรคต่างๆที่อยู่บนมือเราก็ไม่ได้น้อยสักเท่าไรเลยนะคะ ทางที่ดีหาตะเกียบอีกอันเอาไว้คีบแบ่ง หรือหาช้อนกลางมาเตรียมไว้จะดีที่สุดค่ะ

เลือกหยิบของกินอย่างมีบาลานซ์

ถึงเนื้อสัตว์จะอร่อยสักแค่ไหน ก็ต้องอดใจไว้เลือกหยิบอย่างอื่นทานบ้างนะคะ ถ้าหากเลือกหยิบแต่ของที่ตัวเองชอบทาน จะทำให้เพื่อนร่วมวงหม้อไฟของเราไม่ได้กินของต่างๆอย่างทั่วถึง ควรจะหยิบกินทุกอย่างให้เท่าๆกันดีกว่าค่ะ

หยิบไปแล้วครั้งนึง ก็ต้องรับผิดชอบ

ของที่เอาตะเกียบหยิบไปครั้งหนึ่งแล้ว ถึงจะแค่หยิบขึ้นไปเฉยๆ แต่ก็ห้ามเอากลับมาวางคืนในหม้อนะคะ นอกจากนี้น้ำซุปที่เหลืออยู่ในถ้วยของเราก็ห้ามเอากลับไปเทคืนลงในหม้อเป็นอันขาด

ไม่ใช้ตะเกียบคนในหม้อ

การเอาตะเกียบลงไปคนในหม้อ ถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาทในการทานหม้อไฟนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่กินๆอยู่แล้วเอาตะเกียบที่ใส่เข้าไปในปากลงไปคนๆในหม้อ

ระวังอย่าตักมาเยอะเกินไป

ตอนที่ยังหิวๆอยู่หลายคนอาจเผลอตักของจากในหม้อไฟมาใส่ลงในชามของตัวเองเต็มไปหมด แต่การตักของมาใส่จานตัวเองเยอะๆในครั้งเดียว อาจทำให้คนรอบข้างคิดว่าเรานึกถึงแต่ตัวเอง ไม่ได้สนใจว่าเพื่อนๆจะทานอิ่มไหม จะมีของพอหรือเปล่า ก่อนอื่นให้ตักทีละน้อยๆก่อนแล้วกันนะคะ

เอาจานแบ่งเข้าไปใกล้ๆกับหม้อ

ตอนที่จะตักของจากหม้อไฟมาใส่จานตัวเอง ให้เอาจานของเราเข้าไปใกล้ๆกับหม้อนะคะ เพื่อที่น้ำซุปและของต่างๆในหม้อจะได้ไม่หกเลอะเทอะ ดูมีมารยาทแถมยังช่วยทำให้โต๊ะอาหารของเราสะอาดอีกด้วยค่ะ

 

ใกล้จะถึงฤดูแห่งการสังสรรค์ด้วยหม้อไฟของชาวญี่ปุ่นแล้ว คนไทยอย่างเราถ้ามีโอกาสได้ทานหม้อไฟสังสรรค์กับคนญี่ปุ่นก็อย่าลืมเอาคำแนะนำของเราไปใช้กันนะคะ ไม่ได้ยากอะไรเลย นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังจะได้สนุกพร้อมกับมีความทรงจำดีๆร่วมกันในหน้าหนาวนี้กับคนญี่ปุ่นอีกด้วย        UFABET เว็บตรง

ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นแนะ! เครื่องดื่มที่ดื่มบ่อยๆ แล้วช่วยลดและป้องกันความดันโลหิตสูงได้

ความดันโลหิตสูงมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ การดำเนินชีวิตที่มีความเครียดมาก ทานอาหารที่หวานและมีไขมันสูง และการขาดการออกกำลังกาย ความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการจนกว่าความดันโลหิตจะสูงมาก จนทำให้รู้สึกมึนหัว เวียนหัว ตาพร่า เลือดกำเดาไหล เหนื่อยง่ายและเจ็บหน้าอก เป็นต้น เมื่อมีภาวะความดันโลหิตสูงเป็นเวลานานก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจวายได้ ถ้าอยากห่างไกลโรคร้ายเหล่านี้ ลองมาดูเครื่องดื่มที่ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นแนะนำว่าหากดื่มเป็นประจำแล้วจะช่วยลดและป้องกันความดันโลหิตสูงได้กันค่ะ      สล็อตเว็บตรง

ชาเขียว

ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ได้ชื่อว่าเป็น Super drink เพราะอุดมไปด้วยสารคาเทชินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดเสื่อม ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และป้องกันการติดเชื้อไวรัส เป็นต้น การดื่มชาเขียววันละประมาณ 120-600 มิลลิลิตรจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูงได้ถึง 46% ทั้งนี้การดื่มชาเขียวบดหรือมัทฉะจะมีประสิทธิภาพในการช่วยลดและป้องกันความดันโลหิตสูงได้มากกว่าชาแบบซอง

น้ำมะเขือเทศ

น้ำมะเขือเทศอุดมไปด้วยไลโคปีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมากกว่าวิตามินอีถึง 100 เท่า ซึ่งจะช่วยป้องกันและลดความดันโลหิตสูงได้ดี ทั้งนี้วิธีการดื่มน้ำมะเขือเทศเพื่อป้องกันความดันโลหิตสูงอย่างมีประสิทธิภาพคือ การดื่มน้ำมะเขือเทศพร้อมกับน้ำมันมะกอกโดยไม่เติมเกลือหรือน้ำตาลลงไป

เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแลคติกแอซิด แบคทีเรีย

แลคติกแอซิด แบคทีเรียจะช่วยปรับสภาพแวดล้อมในลำไส้ให้ดี ส่งผลในการกดการสร้างฮอร์โมนที่ทำให้ความดันโลหิตสูง นอกจากนี้เครื่องดื่มชนิดนี้จะอุดมไปด้วยแลคโตไตรเปปไทด์ (Lactotripeptides) ที่ช่วยรักษาระดับความดันให้อยู่ในระดับที่ปกติและป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็ง

เครื่องดื่มโกโก้

เครื่องดื่มโกโก้อุดมไปด้วยโพลีฟีนอลซึ่งมีผลในการขยายหลอดเลือดและช่วยลดความดันโลหิต แต่ก็ต้องระวังเครื่องดื่มโกโก้ที่มีน้ำตาลในปริมาณที่สูง โดยปริมาณที่ควรดื่มเพื่อช่วยลดและป้องกันความดันโลหิตสูงคือ วันละ 2-3 แก้ว

ชากระเจี๊ยบแดง

 

ชากระเจี๊ยบแดงเป็นชาที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดเสื่อม วิธีการดื่มที่ดีคือ ไม่ใส่น้ำตาล

วิธีการเลือกเครื่องดื่มเพื่อจะป้องกันและช่วยลดความดันโลหิตสูงที่ดีคือ เลือกเครื่องดื่มที่สามารถดื่มติดต่อกันได้ง่ายทุกวัน ไม่ควรเติมน้ำตาลหรือครีมลงไป อีกทั้งต้องควบคุมอาหารที่หวานและมีไขมันมาก อาหารรสเค็มจัด และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย หากมีญาติผู้ใหญ่ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงก็ลองหาเครื่องดื่มเหล่านี้มาให้ท่านดื่มดูนะคะ

แนะนำ 6 ร้าน oeufs mayo สำหรับคนรักไข่ในโตเกียว

œufs mayo อาหารฝรั่งเศสที่เสิร์ฟไข่ต้มและซอสมายองเนส มีผักเป็นเครื่องเคียง มักเสิร์ฟเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย เมนูนี้คนไทยอาจจะไม่ค่อยรู้จักหรือไม่เคยทานมาก่อน แต่ถึงแม้จะเป็นอาหารฝรั่งเศส ก็สามารถหาทานได้ในโตเกียว ใครที่อยากลองทานอะไรใหม่ ๆ วันนี้เราก็จะมาแนะนำร้านอาหารในโตเกียวที่เสิร์ฟเมนู œufs mayo แสนอร่อย รับรองว่าถูกใจคนรักไข่แน่นอน

Ibukuro ni Zukyun

 

 

ร้านแรกคือ “Ibukuro ni Zukyun” ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาทีจากสถานีชิโมะคิตะซาว่า เป็นร้านที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ชื่อร้านก็แสนจะอิมแพค เมนู œufs mayo ของที่นี่เสิร์ฟพร้อมกับปลาซาร์ดีนรมควันกลิ่นหอมฉุย ลูกค้าจะได้เพลิดเพลินกับ œufs mayo ที่แตกต่างไปจากเดิม มีเมนูแปลก ๆ อื่น ๆ ให้ได้ลองอีกมากมาย เป็นร้านอาหารที่แนะนำสำหรับการสังสรรค์เม้าท์มอยของสาว ๆ

Niru

 

 

ร้านต่อมาคือ “Niru” ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาทีจากสถานีชิบูย่า œufs mayo ของร้านนี้มีกลิ่นและรสชาติของเห็ดทรัฟเฟิลแลดูเหมือนอาหารที่แสนหรูหรา แถมยังมีลูกตาเล็ก ๆ แปะไว้บนน้องไข่ น่ารักซะไม่มี อีกเมนูที่ฮิตไม่แพ้กันคือ “ปอเปี๊ยะทอด” ที่ห่อเป็นรูปสามเหลี่ยม มีกลิ่นหอมและเข้ากันได้ดีกับสาเก เป็นร้านเล็ก ๆ ที่เหมาะสำหรับการไปเดท คู่รักที่ชอบดื่มไวน์ แนะนำเลยค่ะ

Ahiru Store

 

 

ต่อมาคือร้าน “Ahiru Store” ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาทีจากสถานีโยโยงิฮาจิมัง เป็นร้านอาหารยอดนิยมสุด ๆ สำหรับในย่านนี้ œufs mayo ของที่นี่โดดเด่นในเรื่องของซอสมายองเนสสูตรดั้งเดิมที่เข้ากันได้ดีกับไข่ต้มยางมะตูม นอกจากนี้ ขนมปังโฮมเมดยังเป็นที่นิยม ด้วยเนื้อสัมผัสที่หนึบหนุบหนับ ทานคู่กับไวน์ และสลัดอะโวคาโดกับปลาหมึก ให้ทุกคนได้เพลิดเพลินและมีความสุขจากรสชาติอาหารในแบบผู้ใหญ่จริง ๆ

Pétanqu

 

 

ต่อไปคือร้าน “Pétanque” ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาทีจากสถานีอาซากุสะ แม้จะเป็นร้านอาหารที่ไม่ได้ฮอตฮิตมากนักแต่ก็เป็นที่นิยมในหมู่คนที่รู้จัก สามารถมาลิ้มรส œufs mayo แสนอร่อยในร้านเล็ก ๆ ที่มีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์เพียง 8 ที่ เสิร์ฟบนจานเงินสวยงามดูหรูหรา แถมยังมีเมนูจานเนื้อที่น่าลองอีกมากมายอย่าง “Tulip Karaage” และ “Pork Ginger”

Le Nougat

 

 

ต่อไปคือร้าน “Le Nougat” ในย่านฮิกาชิกินซ่า ร้านนี้โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ทันสมัยราวกับวาร์ปไปอยู่ในยุโรป มีอาหารจานเนื้อให้เลือกมากมาย เช่น สเต็ก ซาซิมิเนื้อ ทุกจานล้วนเข้ากันได้ดีกับสาเก สำหรับ œufs mayo ของที่นี่ราดซอสให้อย่างจุใจ มีรสชาติที่เข้มข้น ทานกับเครื่องเคียงทั้งผักและเนื้อ อร่อยสุดยอด ต้องมาลองให้ได้สักครั้ง

Wine Bar Sugiurainbo

 

 

สุดท้ายคือ “Wine Bar Sugiurainbo” ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาทีจากสถานีฮัทโจโบริ เดิมเคยเป็นร้านขายตราประทับมาก่อน ที่นี่สามารถสั่ง œufs mayo ซึ่งใช้ซอสมายองเนสโฮมเมดสูตรของทางร้าน เมนูไข่จานอื่น ๆ ก็เป็นที่นิยมเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ออมเล็ตทรัฟเฟิลดำ” เป็นเมนูที่แนะนำว่าต้องลองให้ได้ และปิดท้ายด้วยพุดดิ้งไข่เนื้อเนียน เพลิดเพลิดกับไข่ที่รสชาติเข้มข้นได้อย่างจุใจ เป็นไวน์บาร์สำหรับผู้ใหญ่ที่ชอบทานไข่จริง ๆ

อาจจะเป็นอาหารที่หาทานยากนิดหน่อย แต่ถ้าได้ไปญี่ปุ่นเมื่อไหร่ก็ต้องไปลองสักร้านนะคะ แถมอยู่ในโตเกียวด้วย เดินทางไม่ยากเลย ^^        สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

“รัคเคียว”ผักยอดนิยมของคนญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อน พร้อมวิธีการดองอย่างง่าย

ผักชนิดหนึ่งที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาดองเพื่อถนอมเก็บไว้รับประทานนานๆ คือ รัคเคียว (らっきょう, Rakkyo) มารู้จักผักชนิดนี้ ประโยชน์ และวิธีการดองเพื่อเก็บไว้รับประทานตามแบบคนญี่ปุ่นกันนะคะ

รัคเคียวคือผักอะไร

รัคเคียว, หลักเกียว หรือ หอมยอย เป็นพืชท้องถิ่นตามธรรมชาติที่ปลูกได้มากในประเทศญี่ปุ่น จีน เวียดนาม และปลูกได้ทางภาคเหนือของประเทศไทย ผักชนิดนี้เป็นพืชในวงศ์พลับพลึงที่คนญี่ปุ่นเก็บเกี่ยวนำเอาหัวมารับประทานได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม รัคเคียวมีรสสัมผัสหวานกรุบกรอบอร่อย มีกลิ่นหอมคล้ายกระเทียม คนญี่ปุ่นนิยมนำมาดองให้มีรสชาติเปรี้ยวหวานและนำไปรับประทานเป็นกับแกล้มและเครื่องเคียงแกงกะหรี่

คุณค่าสารอาหารของรัคเคียวและประโยชน์ต่อร่างกาย

รัคเคียวอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร โดยใน 100 กรัมมีเส้นใยอาหารถึง 20.7 กรัม ซึ่งจัดเป็นผักที่ได้ชื่อว่าเจ้าแห่งเส้นใยอาหารที่ช่วยให้การขับถ่ายดี บรรเทาและป้องกันอาการท้องผูก อีกทั้งในเส้นใยอาหารยังอุดมไปด้วยเส้นใยฟรุกแทน (Fructan) ซึ่งช่วยดูดซับไขมันจากอาหารและขับออกจากร่างกายได้ดี จึงอาจจะมีผลในการป้องกันไม่ให้อ้วนด้วย มีวิตามินซี ซึ่งช่วยในด้านความงามและเสริมความแข็งแรงของภูมิคุ้มกันของร่างกาย โพแทสเซียมซึ่งช่วยขจัดเอาเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายและช่วยบรรเทาอาการบวมน้ำของร่างกาย และสารอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดดี ป้องกันความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ เป็นต้น

การนำรัคเคียวมารับประทานแบบดิบ

วิธีการนำมารับประทาน

คนญี่ปุ่นนำรัคเคียวมารับประทานโดยทั้งแบบดิบ นำมาผัด และนำมาดอง โดยมีวิธีการดองแบบง่ายทั้งดองเกลือ ดองน้ำส้มและดองโชยุ เป็นต้น ต่อไปนี้เป็นวิธีการนำรัคเคียวมาดองในน้ำส้มแบบง่าย

วัตถุดิบ

  • รัคเคียว 1 กิโลกรัม
  • เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกแห้ง 4 เม็ด (อาจจะใส่ลงไปทั้งเม็ดหรือหั่นละเอียดก็ได้ตามชอบ)

เครื่องปรุงสำหรับดอง

  • น้ำส้มสายชูข้าว 600 มิลลิลิตร
  • น้ำตาล 180-200 กรัม
  • เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1. นำรัคเคียวที่ซื้อมาใหม่ล้างด้วยน้ำให้สะอาด ตัดรากและส่วนปลายยอดออก จากนั้นใช้มือลอกเอาเปลือกที่อยู่ด้านนอกสุดออก

รัคเคียวที่ซื้อมาจากร้าน

2. นำรัคเคียวใส่ในภาชนะและคลุกเคล้าด้วยเกลือ (2 ช้อนโต๊ะ) ปิดภาชนะด้วยพลาสติกแรป และวางไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 3-4 ชั่วโมง จากนั้นนำมาล้างด้วยน้ำอย่างรวดเร็ว

3. ใช้ผ้าสะอาดหรือกระดาษชำระสำหรับงานครัวเช็ดรัคเคียวให้แห้ง และหากเป็นไปได้ก็วางไว้ให้แห้งดีบนตะแกรงประมาณ 1  ชั่วโมง ก่อนนำมาใส่ภาชนะทนกรดที่มีฝาปิดมิดชิด ซึ่งล้างสะอาดและเช็ดจนแห้ง

4. นำส่วนผสมเครื่องปรุงสำหรับดองได้แก่ น้ำส้มสายชูหมักข้าว น้ำตาล เกลือ และพริก มาตั้งบนไฟแรง จนน้ำตาลและเกลือเริ่มละลาย แล้วจึงเปลี่ยนเป็นไฟอ่อน เคี่ยวจนน้ำตาลและเกลือละลายหมด จากนั้นปิดไฟและวางไว้จนส่วนผสมมีอุณหภูมิเท่าอุณหภูมิห้อง

5. เทส่วนผสมลงไปในภาชนะจนท่วมรัคเคียว หากมีรัคเคียวลอยขึ้นมาเหนือส่วนผสมก็ให้ใช้ผ้าฝ้ายสะอาดปิดทับด้านบน รอจนรัคเคียวจมลงไปในส่วนผสมแล้วจึงนำผ้าออก วางภาชนะไว้ในที่เย็นประมาณ 1 เดือน ก็นำมารับประทานเป็นกับแกล้มหรือเครื่องเคียงได้ตามชอบ สามารถเก็บรัคเคียวดองไว้รับประทานได้ถึง 1 ปี

 

ข้อควรระวังในการรับประทาน

แม้จะมีคุณค่าต่อร่างกายแต่การรับประทานรัคเคียวในปริมาณที่มากเกินไปอาจจะทำให้เกิดอาการเสียดท้องได้  ดังนั้นปริมาณที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ การรับประทานวันละ 4-5 หัว

ทางภาคเหนือของเมืองไทยก็ปลูกรัคเคียวได้เหมือนกัน คนทางเหนือนำมารับประทานเป็นเครื่องเคียงของข้าวซอย หากไปเจอขายตามตลาดก็ลองซื้อมาดองดูนะคะ ด้วยรสชาติที่คล้ายกระเทียมดอง ผู้เขียนใช้รัคเคียวดองเป็นส่วนผสมของน้ำยำได้อร่อยโดยไม่ต้องหาซื้อกระเทียมดองค่ะ  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

แนะนำ 6 คาเฟ่ญี่ปุ่น เสิร์ฟพาร์เฟ่ต์สุดอลัง!

พาร์เฟ่ต์ ขนมหวานอย่างหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่นมาก ปัจจุบันมี9หลากหลายรูปแบบ แต่จุดเด่นอย่างหนึ่งของขนมของญี่ปุ่นก็คือ การใช้วัตถุดิบหรือผลไม้ตามฤดูกาลเพื่อให้ลิ้มรสชาติของผลไม้ชนิดนั้นได้อย่างเต็มที่ วันนี้เราก็มีร้านคาเฟ่ทั่วญี่ปุ่นที่เสิร์ฟพาร์เฟ่ต์สวย ๆ จนต้องตะลึง แถมยังใช้ผลไม้แสนอร่อยตามฤดูกาล ไปดูกันค่ะว่าจะน่าทานขนาดไหน

Ena Suya Ishikawabashi / Aichi

 

 

ร้านแรกคือ Ena Suya Ishikawabashi ในนาโกย่า จังหวัดไอจิ เป็นร้านขนมญี่ปุ่นยอดนิยมที่มีสาขาหลักในกิฟุ เมนูแนะนำคือพาร์เฟ่ต์เกาลัดที่จะจำหน่ายในช่วงเวลาจำกัด ร้านตกแต่งในสไตล์บ้านญี่ปุ่น มีพื้นที่สำหรับนั่งทานพาร์เฟ่ต์และชาเขียว แต่บางวันจะถูกจำกัดเอาไว้ แนะนำให้เช็คจากโซเชียลของทางร้านก่อนนะคะ พาร์เฟ่ต์แก้วนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยปริมาณที่เยอะมาก มองด้วยตาก็รู้เลยว่าให้แบบจัดเต็ม ชิ้นใหญ่กินได้อย่างเต็มปากเต็มคำ และไอศกรีมท็อปปิ้งด้วยครีมเกาลัด แถมยังมีเครื่องดื่มที่เข้าเซ็ตกัน แต่ต้องบอกก่อนว่าแต่ละสาขาปิดร้านเวลาต่างกัน อย่าลืมเช็คก่อนนะคะ

lion cafe / Kyoto

 

 

ร้านต่อมาคือ lion cafe ในเกียวโต ที่นี่ไม่ได้มีเพียงแค่ของหวานเท่านั้น แต่ยังมีอาหารกลางวันให้บริการอีกด้วย เหมาะสำหรับการพบปะสังสรรค์นัดเมาท์มอยของสาว ๆ ของหวานจะให้บริการตั้งแต่เวลา 14:00 น. มีทั้งแพนเค้กขึ้นชื่อที่ทำโดยเชฟขนมโดยเฉพาะ และพาร์เฟ่ต์ที่ใช้วัตถุดิบและรสชาติตามฤดูกาล เมนูแนะนำคือ Montblanc Millefeuille Parfait ที่ใช้ส่วนผสมทั้งเกาลัดญี่ปุ่นและเกาลัดจากตะวันตก เข้ากันได้ดีกับมิลเฟยกรอบ ๆ เน้นสีสันของแบล็คเคอแรนท์ให้สวยงาม แถมยังตกแต่งได้สวยเก๋ หรูหราหมาเห่าสุด ๆ

ippoen / Kyoto

 

 

ร้านต่อมาคือ ippoen ในเกียวโต พาร์เฟ่ต์ของที่นี่ใช้เทคนิคเอสพูมาที่หาได้ยาก ซึ่งเป็นเทคนิคที่เปลี่ยนน้ำผลไม้ธรรมดาให้เป็นโฟมนุ่ม ๆ มีชิระทามะดังโงะอยู่ข้างใน เป็นพาร์เฟ่ต์สำหรับคนรักขนมญี่ปุ่นอย่างแท้จริง วัตถุดิบของพาร์เฟ่ต์จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล สำหรับเอสพูมาพาร์เฟ่ต์จะมีสองแบบคือ โฮจิฉะและมัทฉะ ในฤดูใบไม้ร่วงก็ยังมีเอสพูม่าถั่วแดงที่เด็ดไม่แพ้กัน แต่ช่วงนี้สาขาหลักอาจจะปิดเร็ว อย่าลืมเช็คให้ดีก่อนแวะไปนะคะ

dessert & cafe Deko / Nagano

 

 

ร้านต่อมาคือ dessert & cafe Deko ในนากาโนะ นี่คือคาเฟ่ยอดนิยมที่มีลูกค้ามารอเข้าคิวเป็นจำนวนมาก เพราะที่นี่เสิร์ฟขนมที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามแถมยังประณีตมาก เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากร้านอื่น เมนูแนะนำสำหรับฤดูใบไม้ร่วงก็คือ พุดดิ้งมันฝรั่ง a la mode มีลูกเคพกูสเบอร์รีแปะอยู่ด้านบนของพุดดิ้ง มีการตกแต่งพาร์เฟ่ต์ให้มีอิมเมจของการขุดมันฝรั่ง รสชาติยังอัดแน่นไปด้วยรสชาติของฤดูใบไม้ร่วง ทั้งมันเทศ ลูกพลับ และแอปเปิ้ล น่ารักน่าทานมาก ๆ

Pâtisserie & Cafe Del’immo / Tokyo

 

 

ร้านต่อมาคือ Pâtisserie & Cafe Del’immo ในโตเกียวมิดทาวน์ ฮิบิยะ ร้านนี้เป็นร้านขนมหวานที่บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านขนมจากช็อกโกแลตโดยเฉพาะ สามารถเพลิดเพลินกับขนมชั้นเยี่ยมที่พิถีพิถันในทุกส่วนผสม มีเมนูในช่วงเวลาจำกัดหลายเมนู สำหรับช่วงนี้จะมีพาร์เฟ่ต์ WAGURI ที่ใช้ราสเบอร์รีพิสทาเช่และเกาลัดตกแต่งจนแลดูเหมือนพาร์เฟ่ต์แบบไฮคลาสให้ได้เพลิดเพลินกับความรู้สึกหรูหรา ใช้วัตถุดิบรสชาติตามฤดูกาล และยังมีพาร์เฟ่ต์สไตล์ผู้ใหญ่ที่มีกลิ่นหอมของโกโก้อย่างเข้มข้น

Hilltop Hotel / Tokyo

 

 

ร้านสุดท้าย อยู่ภายใน Hilltop Hotel ในกรุงโตเกียว ที่ร้าน Coffee Parlor Hilltop ในโรงแรม สามารถเพลิดเพลินกับอาหารต่าง ๆ ทั้งเค้กโฮมเมดและกาแฟ พาร์เฟ่ต์ตามฤดูกาลก็เป็นที่นิยมเช่นกัน เมนูที่แนะนำคือพาร์เฟ่ต์องุ่นเคียวโฮ ที่มีน้ำตาลปั้นรูปผีเสื้อแสนสวยวางประดับไว้ด้านบน สร้างอิมแพคและดึงดูดสายตาลูกค้าเป็นที่สุด องุ่นเคียวโฮก็สดมาก ข้างในมีทั้งไอศกรีมและเชอร์เบทซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แถมมีซอสไวน์แดงที่เพิ่มรสชาติแบบผู้ใหญ่มากขึ้นไปอีก

พาร์เฟ่ต์ส่วนมากทางร้านจะเสิร์ฟตามฤดูกาล เมนูที่แนะนำในแต่ละร้านจะเป็นเมนูในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งหากแวะไปในช่วงฤดูอื่นก็อาจจะมีการเปลี่ยนเมนูไปบ้าง แต่เชื่อได้เลยว่าต้องอร่อยและสวยงามไม่แพ้กันแน่นอน ^^    สล็อตเว็บตรง

ชวนฮอปปิ้ง 5 คาเฟ่ญี่ปุ่นเพิ่งเปิดใหม่ปี 2022 ตั้งแต่ฮอกไกโดยันโอซาก้า

ใครคิดถึงญี่ปุ่นบ้าง ? ตอนนี้สายคาเฟ่น่าจะคิดถึงการไปนั่งชิลล์ที่คาเฟ่ญี่ปุ่น เก็บของอร่อยตามลิสต์ที่อยากทานกันอย่างแน่นอน เรามาอัปเดตคาเฟ่ที่เพิ่งเปิดใหม่ในญี่ปุ่นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมากันดีกว่า เอาไว้เวลาไปญี่ปุ่นรอบต่อไปจะได้มีคาเฟ่ชิค ๆ ไว้นั่งชิลล์ เป็นที่หากาแฟ ของว่างทานเล่น ไปจนถึงหาอาหารมื้อหลักทานกันให้อิ่มท้องไปเลย

wanna be / Hokkaido

 

คาเฟ่แรกชื่อร้าน wanna be เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2022 ที่ซัปโปโร ฮอกไกโด มีเมนูให้เลือกตั้งแต่กาแฟ ขนมอบต่าง ๆ รวมไปถึงอาหารมื้อเช้าและมื้อกลางวัน แต่ทุกเมนูในร้านจะเป็นอาหารแบบ “วีแกน” สายมังสวิรัติต้องถูกใจร้านนี้อย่างแน่นอน

 

เมนูแนะนำจะเป็นคุกกี้และสโคนวีแกน เค้กที่มีส่วนผสมของมะนาวไร้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวมถึงเค้กช็อกโกแลตแป้งข้าวเจ้า

 

นอกจากอาหารจะน่าสนใจ ภายในร้าน wanna be ยังมีพื้นที่ขายของเบ็ดเตล็ดน่าใช้ในชีวิตประจำวันที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ใครมาซัปโปโรลองแวะร้านนี้กันได้

 

wanna be
เวลาเปิด-ปิด : 9:00 – 18:00 น. (หยุดทุกวันพุธ)
instagram : @wanna_be2022/

paqmog / Niigata

 

paqmog เป็นคาเฟ่เปิดใหม่ในนางาโอกะ นีงาตะ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2022 ร้านนี้เปิดเป็น 2 ช่วง คือช่วงมื้อกลางวัน (11:00 – 15:00 น.) และช่วงมื้อเย็น (17:00 – 22:00 น.) มีเมนูตั้งแต่อาหารมื้อหลักไปจนถึงขนมอบ

 

 

เมนูที่ไม่ควรพลาดเลยคือ “Spice Travel Curry – スパイストラベルカレー” และ “paqmog Plate – パクモグプレート”ที่เรียกได้ว่าคัดแต่ของดีและขึ้นชื่อมาใส่จาน ส่วนของหวานแนะนำจะเป็นพุดดิ้งและทาร์ตต่าง ๆ

 

ทางร้านแจ้งว่าช่วงกลางวันจะมีคนโทรมาจองโต๊ะไว้เต็มตลอด เพราะฉะนั้นถ้าใครสนใจอยากไปทานร้านนี้ช่วงมื้อกลางวัน แนะนำให้จองไปก่อนจะได้ไม่พลาดนะ

paqmog
เวลาเปิด-ปิด : กลางวัน 11:00 – 15:00 น. / เย็น 17:00 – 22:00 น. (หยุดทุกวันพุธ)
instagram : @paqmog2022/

kyocafe chacha Arashiyama store / Kyoto

 

ร้าน kyocafe chacha เป็นคาเฟ่วาฟเฟิลโดยเฉพาะ (Waffle Bar) สาขาแรกจะอยู่ตรงถนนซันโจ ในเกียวโต ซึ่งทางร้านได้เปิดสาขาล่าสุดที่อาราชิยามะเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2022 ร้านสาขาอาราชิยามะนี้จะมีพื้นให้พักผ่อนชิลล์ ๆ มากกว่าสาขาซันโจ และที่ต่างกันก็คือมีเมนูเฉพาะของที่นี่ด้วยคือ “Uji Matcha Plate – 宇治抹茶プレート”

 

เมนูแนะนำของทางร้านเป็นวาฟเฟิลที่เข้ากันดีกับไอศกรีมซึ่งมีรสชาติพิเศษตามฤดูกาล อย่างเดือนพฤษภาคมก็จะเป็นวาฟเฟิลกับไอศกรีมและส้มแมนดาริน

 

kyocafe chacha Arashiyama store
เวลาเปิด-ปิด : 11:00 – 18:00 น.
instagram : @kyocafechacha_arashiyama/

guu cafe / Tokyo

 

ร้าน guu cafe อยู่ที่โชฟุ โตเกียว เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2022 เป็นคาเฟ่ที่เน้นกาแฟและของหวานอย่างพวกสโคน ชีสเค้ก หรือพวกขนมอบใหม่ต่าง ๆ ตัวร้านตกแต่งน่ารักมาก ๆ ตั้งแต่โลโก้ สติกเกอร์ ป้ายขนมต่าง ๆ รับรองว่าไปแล้วต้องกดถ่ายรูปกันรัว ๆ

 

 

 

guu café
เวลาเปิด-ปิด : 13:00 – 18:00 น.
instagram : @guu__cafe/

cafe eleven / Osaka

 

ร้านสุดท้าย cafe eleven ที่เพิ่งเปิดใหม่ในโอซาก้าเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ร้านนี้เป็นคาเฟ่สไตล์เกาหลี ใครที่ไปโอซาก้าแล้วอยู่ดี ๆ เกิดคิดถึงเกาหลีขึ้นมา แวะคาเฟ่นี้กันก่อนได้ น่ารักไปหมดทุกสิ่งตั้งแต่เมนูเครื่องดื่มไปจนถึงตัวร้าน  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

 

 

 

ตัวร้านเป็นคาเฟ่เล็ก ๆ แบบมินิมอล พื้นที่ให้นั่งอาจจะน้อยไปหน่อย ถ้าใครสนใจอาจต้องรีบไปตั้งแต่เวลาร้านเปิด แต่ถ้าใครไม่อยากนั่งในร้าน จะซื้อกลับที่พักกันก็ได้นะ

cafe eleven
เวลาเปิด-ปิด : 11:30 – 18:30 น.
instagram : @cafe_eleven_eleven_/

นั่งรถไฟชมความงามของดอกอาจิไซยามค่ำคืนไปพร้อมกันที่ฮาโกเนะ

ฮาโกเนะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวเสมอ แถมยังอยู่ใกล้กับโตเกียว ไปเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับก็ยังได้ เมื่อถึงช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่น ถึงแม้จะไม่ได้มีอากาศหนาวๆเย็นๆ ให้ได้สัมผัส แต่ก็ยังมีดอกอาจิไซ หรือดอกไฮเดรนเยียสวยๆให้ได้ชมกันนะคะ และที่ฮาโกเนะก็มีกิจกรรมพิเศษสำหรับเทศกาลชมดอกอาจิไซ นั่นก็คือ รถไฟขบวนพิเศษของรถไฟสาย Hakone Tozan ที่จะพาไปชมความงามของดอกอาจิไซที่ถูกแต่งไฟให้สวยงามยามค่ำคืน

ในช่วงเวลาของการจัดงานจะมีการประดับไฟเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับดอกอาจิไซกว่า 10,000 ต้นด้วยกัน 6 จุดตลอดเส้นทางระหว่าง Hakoneyumoto ถึง Gora ระหว่างทางจะมีการหยุดรถ ชะลอความเร็ว และเมื่อถึงสถานีก็สามารถลงไปเก็บภาพความสวยงามของดอกไม้ได้
รถไฟขบวนพิเศษดังกล่าวจะวิ่งให้บริการตั้งแต่ช่วงกลางมิถุนายนจนถึงต้นกรกฎาคม ซึ่งทุกปีจะมีผู้จองที่นั่งจำนวนไม่น้อย ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากจริงๆ ใครที่ดอกชมความสวยงามของดอกอาจิไซในอีกหนึ่งรูปแบบที่พิเศษกว่าปกติ ก็สามารถแวะไปใช้บริการรถไฟขบวนพิเศษของ Hakone Tozan กันได้นะคะ    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

 

ไปเรียนทำอาหารญี่ปุ่นช่วงสั้น ๆ กับ 2 โรงเรียนในโตเกียว!!

เพื่อน ๆ คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าประเทศญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการประกอบอาหารที่มีความหลากหลาย จัดได้ว่าเป็นชาติหนึ่งในโลกที่ได้รับความสนใจในด้านอาหารมากเป็นอันดับต้น ๆ มีอาหารหลากหลายเมนูที่ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จัก ไม่ว่าจะเป็น ซูชิ ราเมง โซบะ และอื่น ๆ อีกมากมาย

เมื่ออาหารของพวกเขาได้รับความสนใจมากมายขนาดนี้ แน่นอนว่าก็จะต้องมีผู้คนจำนวนมากสนใจใคร่รู้ที่จะศึกษาการทำอาหารญี่ปุ่นทานเองให้ได้ เริ่มจากที่บ้าน ถ้าเพื่อน ๆ เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น แต่อยากจะก้าวไปอีกขั้น อยากจะยกระดับความสามารถไปให้เหนือกว่าแค่ทำเองที่บ้านแบบงู ๆ ปลา ๆ แล้วหล่ะก็…ตามผมไปดู 2 โรงเรียนที่เปิดโอกาสให้เพื่อน ๆ ไปใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อนฝึกฝนการทำอาหารญี่ปุ่นให้ถูกต้องในราคาย่อมเยา แต่คุณภาพไม่ย่อมตาม รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนครับ!!

1. Tokyo Sushi Academy

Tokyo Sushi Academy

สำหรับเจ้าแรกนี้ ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนที่มีความโดดเด่นอย่างมากในฐานะที่เป็นโรงเรียนสอนทำซูชิที่ดีที่สุดในโตเกียว การันตีสำหรับคนที่กังวลนักกังวลหนาว่าอยากจะปั้นซูชิให้ได้แบบดั้งเดิมแท้ ๆ ขอให้พุ่งดิ่งมาที่นี่ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ!!

ที่ Tokyo Sushi Academy มีคอร์สให้เลือกเข้าร่วมแตกต่างกันไปในแต่ละปี โดยในปี 2018 นี้ พวกเขามีคอร์สใหม่ที่ใช้เวลาเรียนเพียง 6 สัปดาห์ ในราคา 54,000 เยน ซึ่งเป็นคอร์สแบบผสมผสาน ได้แก่ คอร์สซูชิ 4 สัปดาห์ ต่อด้วยคอร์สซาชิมิ 5 วัน และปิดท้ายด้วยคอร์สอาหารญี่ปุ่น 5 วัน ภายในเวลา 6 สัปดาห์นี้ เพื่อน ๆ จะได้เรียนรู้ทักษะที่สำคัญจำเป็นต่อการทำซูชิ และยังจะได้เรียนรู้การทำซูชิจากอาหารทะเลที่แตกต่างกันกว่า 20 ชนิดเลยทีเดียวครับ

Private Lesson for Pros

สำหรับเพื่อน ๆ ที่เป็นเชฟ มีทักษะติดตัวมาก่อนแล้ว ก็สามารถเลือกเรียนแบบส่วนตัวกับเชฟระดับสูงได้โดยตรงอีกด้วยครับ นอกเหนือจากเรื่องพื้นฐานแล้ว คอร์สส่วนตัวจะได้ฝึกฝนการทำซูชิแบบดั้งเดิมก่อนสมัยเอโดะ เทมปุระ โอะโคะโนะมิยะกิ และการทำซุปดาชิ ซึ่งเป็นคอร์สหนึ่งต่อหนึ่งที่แสนจะยืดหยุ่นตามแต่ใจเราจะต้องการเลยครับ

Sushi Making Workshop For 90min

คอร์สระยะสั้นแบบจริงจังนี้ ที่แม้จะบอกว่าสั้น แต่ก็ใช้เวลาตั้ง 6 สัปดาห์ เล่นเอาไม่เกรงใจพาสปอร์ตไทยกันเลย แต่ก็อย่าได้แคร์ครับ เรามาลองแบบสนใจนิดหน่อยก็พอไหว เอาแค่พอสนุก เขาก็มีคอร์ส 90 นาทีไว้ให้ลองฝึกทำซูชิเล่น ๆ ด้วยราคาเพียง 5,000 เยนเท่านั้นครับ

ไปฝึกเป็นสุดยอดเซฟข้าวปั้นกันที่ Tokyo Sushi Academy กันเถอะ!!

2. Buddha Bellies Cooking School Tokyo

สำหรับที่ที่สองก็เป็นโรงสอนที่สอนทำอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน เพียงแต่มุ่งเน้นในเรื่องการสอนทำอาหารควบคู่ไปกับการถ่ายทอดวัฒนธรรมที่ผูกโยงอยู่กับอาหารเหล่านั้นด้วย

วินาทีแรกที่เพื่อน ๆ ก้าวเข้าไปในโรงเรียน ก็จะได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างจริงใจจากคุณอะยูโกะ เจ้าของโรงเรียนที่เป็นถึงครูระดับชำนาญการผู้สอนการทำซูชิโดยเฉพาะ ผ่านการรับรองความสามารถจาก สมาคมครูผู้สอนการทำซูชิแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Sushi Instrutors Association) ที่สำคัญคือ คุณอะยูโกะสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เรียนสบาย ไร้อุปสรรคแน่นอน!!

Buddha Bellies Cooking School Tokyo : กลุ่มเล็ก เพิ่มคุณภาพ!!

ที่โรงเรียนแห่งที่สองนี้ มีคอร์สการเรียนหรือประเภทของอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ขนมหวานแบบญี่ปุ่น ขนมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ซูชิ และอื่น ๆ ที่นี่ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพของชั้นเรียน โดยกำหนดให้มีผู้เรียนไม่เกิน 6-8 คนเท่านั้น โดยจะเริ่มเรียนเวลา 11:00 – 13:30 ด้วยราคาเพียง 7,500 เยนเท่านั้น

 

สนใจสมัครเรียนที่ Buddha Bellies Tokyo คลิก!!

ถ้าใครรู้ตัวว่าเป็นมือใหม่ใสกิ๊ง แค่จะจับมีดก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ…อย่าได้กังวลใจไป ทั้ง 2 แห่งที่ผมได้แนะนำให้เพื่อน ๆ รู้จัก มีความยืดหยุ่นในการออกแบบชั้นเรียนอย่างมาก มอบอิสระให้กับผู้เรียน โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก ส่วนตัวผู้สอนเองก็ใช้การสื่อสารในแบบที่เข้าใจง่าย ทำขั้นตอนต่าง ๆ ออกมาชัดเจน ง่ายต่อการฝึกฝนตามไปทีละขั้นอย่างช้า ๆ ภายใต้การดูแลจากผู้สอนอย่างเต็มที่    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

อย่ามัวรอช้า ใครชอบทำอาหารญี่ปุ่นอยู่ที่บ้าน แต่ผลลัพธ์ก็ไม่เป็นญี่ปุ่นแท้ ๆ เสียที บินไปลองกันดูสักตั้ง จะสั้นหรือจะยาว ก็สุดแล้วแต่วันลา และเงินในกระเป๋านะเออ~

7 ร้านอาหารตัวอย่างที่คุณสามารถทดลองทำได้ด้วยตนเอง!

เวลาเข้าร้านอาหารญี่ปุ่น ทุกคนเคยยืนดูอาหารตัวอย่างในตู้หน้าร้านมั้ยคะ บางเมนูก็ทำซะเหมือนเหลือเกิน เห็นแล้วน่าทานกว่าของจริงอีก ผู้เขียนเองก็เป็นคนที่ชอบดูอาหารตัวอย่างมาก ๆ จนอยากลองทำดูสักครั้ง ใครที่อยากทำเหมือนกัน วันนี้เราก็จะมาแนะนำร้านที่นักท่องเที่ยวสามารถลองทำอาหารตัวอย่าง ให้ทุกคนได้ลองไปเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ กันค่ะ

Ganso Shokuhin Sample ya

 

 

ร้านเก่าแก่ที่เปิดกิจการมา 87 ปี ใช้เทคนิคและวิธีการดั้งเดิมอย่างในอดีตในการผลิตอาหารตัวอย่าง ลูกค้าสามารถลองทำเมนูกุ้งเทมปุระกับกะหล่ำปลีเองได้ แต่ก็มีบางเมนูที่จะจำกัดเฉพาะช่วงเวลา ลองเก็บสะสมเมนูอาหารตัวอย่างให้ได้เยอะ ๆ ก็น่าสนุกดีนะคะ

ที่อยู่ : 3-chome-7-6 Nishiasakusa, Taito City, Tokyo-to 111-0035, Japan
เวลาทำการ : 10:00 – 17:30 น.
วันหยุด : ไม่มี
เว็บไซต์ : ganso-sample

Yamato Sample Factory

 

 

ร้านนี้เคยได้ไปโชว์ที่งานนิทรรศการที่อังกฤษ และได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ลูกค้าสามารถทำเทมปุระ ราเมง นอกจากนี้ยังสามารถทำพาร์เฟ่ต์ในสไตล์ของตัวเองที่มีแค่เพียงหนึ่งเดียวในโลก

ที่อยู่ : 4 Chome-18-2 Kamiikebukuro, Toshima City, Tokyo 170-0012, Japan
เวลาทำการ : 9:00 – 17:00 น.
วันหยุด : วันพุธ – พฤหัสบดี
เว็บไซต์ : yamato-sample

Shokuhin Sample Hatake

 

 

มีคอร์สสอนทำอาหารตัวอย่างตั้งแต่ 1 วันไปจนถึงคอร์สครึ่งปี ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างจากร้านอื่น ๆ ขอบอกเลยว่าร้านนี้ทำออกมาแล้วเหมือนของจริงมากกก ใครที่สนใจทำอาหารแบบบ้าน ๆ จะต้องถูกใจแน่นอน

ที่อยู่ : 7-2 Daimachi, Kanagawa-ku, Yokohama, Kanagawa 221-0834, Japan
เวลาทำการ : 10.30 – 16.30 น.
วันหยุด : ไม่มี
เว็บไซต์ : 食品サンプル.yokohama

Sample RIKI

 

 

ที่นี่ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์การทำอาหารตัวอย่างที่แปลกใหม่ มีอิมแพค ไม่เหมือนใคร อย่างอาหารตัวอย่างที่ทำเป็นหมวกสวมศีรษะได้ เหมาะแก่การถ่ายรูปลงโซเชียลอย่างมาก มาลองทำหมวกอาหารกันดูนะคะ

ที่อยู่ : 4-chōme-20-30 Kashihara, Minami-ku, Fukuoka, 811-1353, Japan
เวลาทำการ : 10.00 – 16.00 น.
วันหยุด : ไม่แน่นอน
เว็บไซต์ : food.hungry

Konamon Museum

 

 

หากพูดถึงโอซาก้า อาหารประจำท้องถิ่นที่ทุกคนนึกถึงก็คงไม้พ้นอาหารจำพวกแป้งอย่างทาโกยากิ ซึ่งที่ร้านนี้ลูกค้าสามารถทำทาโกยากิตัวอย่างด้วยตนเองได้ แถมยังอยู่ในโดทงบุริ ย่านท่องเที่ยวสุดฮิต เดินทางสะดวกมาก

 

ที่อยู่ : 1-chōme-6-12 Dōtonbori, Chūō-ku, Osaka, 542-0077, Japan
เวลาทำการ : วันจันทร์ – ศุกร์ 11.30 – 19.15 น., วันหยุด 10.30 – 19.15 น.
วันหยุด : ไม่มี
เว็บไซต์ : shirohato

Food Sample R&M

 

 

นอกจากเมนูมาตรฐานอย่างกุ้งเทมปุระกับกะหล่ำปลี ยังมีของหวานอย่างมินิพาร์เฟ่ต์กับมินิทาร์ตน่ารัก ๆ ให้ลองทำด้วย ร้านอยู่ในย่านนัมบะ เดินทางง่าย แต่อย่าลืมจองคิวก่อนนะคะ

ที่อยู่ : 13-17 Nanbasennichimae, Chūō-ku, Osaka, 542-0075, Japan
เวลาทำการ : 10.00 – 18.00 น.
วันหยุด : ไม่มี
เว็บไซต์ : foodsample

Food Samples Designpocket

 

 

ที่ร้านนี้ลูกค้าสามารถทำอาหารตัวอย่างที่คุณภาพดีจนแทบจะดูเหมือนของจริง ปกติแล้วตั้งแต่อดีต การทำอาหารตัวอย่างจะใช้ขี้ผึ้ง แต่ร้านนี้จะใช้พลาสติก PVC แทน ถ้าได้ลองทำเองจะยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นช่างทำอาหารตัวอย่างจริง ๆ เลยล่ะ

ที่อยู่ : 10-11 Nanbasennichimae, Chūō-ku, Osaka, 542-0075, Japan
เวลาทำการ : 9.30 – 20.00 น.
วันหยุด : ไม่มี
เว็บไซต์ : designpocket

ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถไปลองทำกันได้นะคะ ทำเอาไว้เป็นที่ระลึกหรือทำเป็นของฝากให้คนที่บ้านก็น่ารักไปอีกแบบ ^^  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

คามิคัตสึ เมือง Zero Waste แห่งแรกของญี่ปุ่น

ณ ปัจจุบันที่ทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา Zero Waste กลายเป็นคำที่เราคุ้นเคยกันมากขึ้น

ความหมายง่ายๆ ของ Zero Waste คือการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกำจัดขยะให้หมดไป ผ่านการจัดการระบบที่ไม่สร้างขยะตั้งแต่แรก ในเอเชียปัจจุบัน เรามีตัวอย่างของเมือง Zero Waste ให้เห็นทั้งในอินเดีย ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งในบทความนี้เราจะมาดูตัวอย่างของเมืองที่ผันตัวเองสู่การเป็นเมือง Zero Waste ได้สำเร็จเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น นั่นคือเมืองคามิคัตสึ

ทุกวันนี้ขยะที่แยกแล้วของญี่ปุ่นไปอยู่ไหน?

ทุกวันนี้ขยะที่แยกแล้วของญี่ปุ่นไปอยู่ไหน?

ประเทศญี่ปุ่นนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีเทคโนโลยีรีไซเคิลและการจัดการขยะชั้นนำ อย่างไรก็ตาม การรีไซเคิลวัสดุจำเป็นต้องใช้พลังงานปริมาณมาก และการรีไซเคิลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้อนวัสดุที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคเข้าสู่ระบบได้ ดังนั้น 80% ของจำนวนขยะ 44 ล้านตันที่ญี่ปุ่นผลิตทุกปีจะถูกนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิง (Waste-to-energy) หรือถูกฝังกลบทิ้งโดยไม่ถูกนำกลับมารีไซเคิล

คามิคัตสึ เมือง Zero Waste แห่งแรกของญี่ปุ่น

คามิคัตสึ เมือง Zero Waste แห่งแรกของญี่ปุ่น

คามิคัตสึ (上勝町) เป็นเมืองเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาในจังหวัดโทคุชิมะ บนเกาะชิโคคุ เนื่องจากคามิคัตสึเป็นเมืองชนบทเล็กๆ ชาวบ้านจึงนิยมเผาขยะเองที่สวนหลังบ้าน และมีการเผาไร่เพื่อเตรียมทำไร่นาในปีต่อไป ซึ่งทั้งการเผาขยะที่มีควันพิษและการเผาไร่เป็นต้นเหตุของปัญหามลพิษในเมือง

จนกระทั่งปี 2003 เมืองคามิคัตสึตัดสินใจประกาศให้ตนเองเป็นเมือง Zero Waste และตั้งเป้าให้ชุมชนผลิตขยะเป็นศูนย์ได้ภายในปี 2020 นับเป็นเมืองแรกของประเทศญี่ปุ่นที่ประกาศตนเองเป็นเมือง Zero Waste และ ณ ปี 2020 ที่ตั้งเป้าไว้ เมืองคามิคัตสึสามารถรีไซเคิลขยะในเมืองได้ถึง 81% และเป็นเมืองที่แทบไม่ผลิตขยะเลย

อย่างไรก็ตาม กว่าเมืองคามิคัตสึจะปรับตัวเป็นเมือง Zero Waste อย่างทุกวันนี้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการรีไซเคิลและแยกขยะเป็นสิ่งที่ใช้ทั้งเวลาและการใส่ใจ การปรับตัวในช่วงแรกจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลจากคนทั้งเมืองในทุกภาคส่วน

โมเดลสังคม Zero Waste ของคามิคัตสึ

โมเดลสังคม Zero Waste ของคามิคัตสึ

โมเดลสังคมที่ทำให้คามิคัตสึประสบความสำเร็จในฐานะเมือง Zero Waste ประกอบด้วย 3 ภาคส่วนสำคัญได้แก่ ผู้บริโภค ผู้ผลิต และภาครัฐ ซึ่งต่างมีบทบาทของตัวเองดังนี้

ผู้บริโภค: เลือกซื้อสินค้าที่ถูกออกแบบมาให้ไม่สร้างขยะหรือสินค้าที่ไม่มีสารประกอบอันตราย หากมีสินค้าที่ต้องการให้ปรับปรุงผู้บริโภคจะแจ้งไปยังผู้ผลิต และขับเคลื่อนภาครัฐให้ปรับปรุงระบบที่ควรปรับ

ผู้ผลิต: ออกแบบสินค้าให้สามารถทำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิลเข้าไปในราคาสินค้า และเก็บสินค้ากลับมาใช้เป็นทรัพยากรรีไซเคิลด้วยตนเอง

ภาครัฐ: ออกแบบกฎหมายและระบบที่มุ่งเน้นสร้างสังคม Zero Waste สนับสนุนการบริโภคสินค้าที่ไม่ต้องเผาหรือกลบฝังทิ้ง และรักษาความเป็นสังคม Zero Waste

ทั้ง 3 ภาคส่วนนี้จะทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมายหลัก 4 ข้อ คือ

  1. ให้ร้านค้าในเมืองมีสินค้าที่ออกแบบมาให้รีไซเคิลได้อย่างต่อเนื่องในกระบวนการผลิตโดยไม่สร้างมลพิษใดๆ เพื่อเป็นการตัดปัญหา Zero Waste ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตและไม่ให้มีสินค้าที่สุดท้ายจะกลายเป็นขยะในที่สุด
  2. สนับสนุนระบบที่ให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการรีไซเคิลเพื่อป้องกันการทิ้งขยะโดยสูญเปล่า และให้เรื่องการเก็บกู้สินค้ากลับมาใช้ใหม่กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

เช่น การใช้ระบบมัดจำที่ผู้บริโภคจะจ่ายไว้เมื่อซื้อสินค้า และเมื่อใช้สินค้าเสร็จและนำวัสดุบรรจุภัณฑ์มาส่งคืนให้กับผู้ผลิต ผู้บริโภคก็จะได้เงินมัดจำในส่วนนี้คืน และลดภาระในการเก็บกู้วัสดุของผู้ผลิตด้วย

  1. ลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคในการกำจัดขยะของประชาชน ด้วยการสร้างสังคม Zero Waste และทำให้เตาเผาขยะหรือที่ดินฝังกลบค่อยๆ ลดความจำเป็นอย่างเป็นลำดับขั้นตอน
  2. ทำให้การรีไซเคิลและการเก็บกู้วัสดุกลับมาใช้ใหม่เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน โดยหน่วยงานรัฐจะต้องลดภาระในการเก็บกู้วัสดุส่งคืนผู้ผลิต และทำให้ภาระในการแยกขยะของประชาชนลดลง

ปัจจุบันโรงแยกขยะของเมืองคามิคัตสึมีการแบ่งประเภทขยะกว่า 45 ประเภท ซึ่งนับเป็นรายการแยกขยะที่ละเอียดมากพอสมควร แต่เมืองคามิคัตสึได้จัดระบบให้โรงแยกขยะเป็นมิตรต่อประชาชนที่เข้ามาใช้งานด้วยตัวช่วยต่างๆ เช่นป้ายอธิบายขยะแต่ละประเภท การแจกใบปลิวไว้เป็นโพยให้ประชาชนดูตามบ้าน การมีอุปกรณ์เช่นแม่เหล็กสำหรับช่วยแยกกระป๋องเหล็กอัลลูมิเนียม และที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่โรงแยกขยะที่คอยช่วยพาแยกขยะอย่างเป็นกันเอง

 

ด้วยอัธยาศัยของเจ้าหน้าที่ประจำโรงแยกขยะ ทำให้โรงแยกขยะของเมืองคามิคัตสึประสบความสำเร็จในการสร้างความคุ้นเคยให้กับประชาชน และเพราะเมืองคามิคัตสึเองก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุเดินทางมาแยกขยะและเพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่และผู้สูงอายุด้วยกันอีกด้วย ทำให้โรงแยกขยะของเมืองคามิคัตสึสามารถก้าวเข้ามาเป็นศูนย์กลางของชุมชนเมืองและเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนเมืองสู่สังคม Zero Waste ไปพร้อมๆ กันได้อีกด้วย

เมือง Zero Waste อื่นในญี่ปุ่น

เมือง Zero Waste อื่นในญี่ปุ่น

นอกจากเมืองคามิคัตสึแล้ว ญี่ปุ่นยังมีอีก 3 เมืองที่ประกาศตัวเองเป็นเมือง Zero Waste ได้แก่เมืองโอกิ (大木町) จังหวัดฟุกุโอกะ เมืองมินามาตะ (水俣市) จังหวัดคุมาโมโตะ และเมืองอิคารุงะ (斑鳩町) จังหวัดนารา ซึ่งต่างมีเมืองคามิคัตสึเป็นโมเดลต้นแบบในการสร้างเมือง Zero Waste ของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่คามิคัตสึเป็นเมืองขนาดเล็กซึ่งมีโครงสร้างการจัดการต่างจากเมืองใหญ่ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ชนบทที่เอื้อต่อการลดการใช้สินค้าใช้แล้วทิ้ง ทำให้โมเดลของเมืองคามิคัตสึยังต้องถูกปรับอีกมากกว่าจะนำมาใช้กับเมืองใหญ่ได้ ถึงอย่างนั้น เมืองคามิคัตสึก็ยังเป็นเมืองหนึ่งที่น่าจับตามองในฐานะเมืองแรกของญี่ปุ่นที่สร้างเมือง Zero Waste ได้สำเร็จ

ใครที่สนใจเรื่องเมือง Zero Waste ของเมืองคามิคัตสึเพิ่มเติมสามารถเข้าชมเว็บไซต์ของ Zero Waste Academy องค์กรไม่แสวงผลกำไรของเมืองคามิคัตสึเพื่อทำความรู้จักเพิ่มเติมได้    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์